วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

กิจกรรมที่ 9 จัดชั้นเรียนอย่างไรให้น่าสนใจ

การจัดบรรยากาศในชั้นเรียนให้น่าสนใจ
        สำหรับผมในการจัดบรรยากาศในชั้นเรียนให้น่าสนใจนั้น   
ผมจะจัดวัสดุอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ
การเรียนการสอน รวมไปถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เสริมความรู้ เช่น ป้าย
นิเทศ มุมวิชาการ ชั้นวางหนังสือ โต๊ะวางสื่อการสอน ฯลฯ ให้
เป็นระเบียบเรียบร้อย ทำให้เกิดความสบายตา สบายใจ แก่นัก
เรียน และผ้ที่พบเห็น
          
1.การจัดโต๊ะเรียนและเก้าอี้ของนักเรียน
                     - ให้มีขนาดเหมาะสมกับรูปร่างและวัยของนักเรียน
                     - ให้มีช่องว่างระหว่างแถวที่นักเรียนจะลุกนั่งได้สะดวก และทำกิจกรรมได้คล่องตัว
                     - ให้มีความสะดวกต่อการทำความสะอาดและเคลื่อนย้ายเปลี่ยนรูปแบบที่นั่งเรียน
                     - ให้มีรูปแบบ เช่น อาจเปลี่ยนเป็นรูปตัวที ตัวยู รูปครึ่งวงกลม หรือ เข้ากลุ่มเป็นวงกลม ได้อย่างเหมาะสมกับกิจกรรมการเรียนการสอน
                     - ให้นักเรียนที่นั่งทุกจุดอ่านกระดานดำได้ชัดเจน
                     - แถวหน้าของโต๊ะเรียนควรอยู่ห่างจากกระดานดำพอสมควร ไม่ควรจัดโต๊ะติดกระดานดำมากเกินไป ทำให้นักเรียนต้องแหงนมองกระดานดำ และหายใจเอาฝุ่นชอล์กเข้าไปมาก ทำให้เสียสุขภาพ

          2.การจัดโต๊ะครู
                     - ให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม อาจจัดไว้หน้าห้อง ข้างห้อง หรือหลังห้องก็ได้ เพื่อให้มองเห็นนักเรียนได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม การจัดโต๊ะครูนั้นขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดที่นั่งของนักเรียนด้วย
                     -   ให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งบนโต๊ะและในลิ้นชักโต๊ะ เพื่อสะดวกต่อการทำงานของครู และการวางสมุดงานของนักเรียน ตลอดจนเพื่อปลูกฝังลักษณะนิสัยความเป็นระเบียบเรียบร้อยแก่นักเรียน

         3. การจัดป้ายนิเทศ  
                     -    จัดตกแต่งออกแบบให้สวยงาม น่าดู สร้างความสนใจให้แก่นักเรียน อาจจะใช้ภาพการ์ตน ที่มีสาระและน่าสนใจ สดดตา
                     -    จัดเนื้อหาสาระให้สอดคล้องกับบทเรียน อาจใช้ติดสรุปบทเรียน ทบทวนบทเรียน หรือเสริมความรู้ให้แก่นักเรียน
                     -  จัดให้ใหม่อยู่เสมอ สอดคล้องกับเหตุการณ์สำคัญ หรือวันสำคัญต่าง ๆ ที่นักเรียนเรียนและควรรู้
                     -   จัดติดผลงานของนักเรียนความก้าวหน้าในการเรียนของนักเรียนจะเป็นการให้แรงจูงใจที่น่าสนใจวิธีหนึ่ง


กิจจกรรมที่ 8 ครูมืออาชีพรุ่นใหม่ควรเป็นอย่างไร เพราะเหตุใด


ครูมืออาชีพรุ่นใหม่
           
         การที่จะเป็นครูมืออาชีพนั้นต้องมีความสามารถที่จะสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนทุกคน ครูมืออาชีพ จึงต้องมีความสามารถต่อไปนี้

          1. สามารถประยุกต์ใช้ยุทธศาสตร์ และการจัดระบบ ได้อย่างเหมาะสมกับการเรียนรู้และความต้องการทางการศึกษาของผู้เรียน สภาพแวดล้อมของโรงเรียนและสาระการเรียนรู้ที่สอน
          2. สามารถติดตามการเรียนรู้ผู้เรียนเป็นรายบุคคล ใช้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อวางแผนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนเป็นรายบุคคล เป็นกลุ่มและเป็นชั้น
          3. ส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างอิสระ ฝึกการใช้ภาษา คาดหวังให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบในการเรียนรู้
          4. พัฒนาความสัมพันธ์เชิงจรรยาบรรณ บนพื้นฐานทักษะการสื่อสารที่ดีให้การยอมรับผู้เรียนทุกคน และคาดหวังจะได้รับการยอมรับจากผู้เรียน
          5. มีความรู้ที่ทันสมัย และสนับสนุนข้อคิดเห็นที่มีต่อหลักสูตรอย่างกระตือรือร้น
          6. เชื่อความสามารถในการเรียนของผู้เรียนทุกคน คาดหวังว่าผู้เรียนทุกคนเรียนรู้และส่งความคาดหวังนี้ไปยังแต่ละบุคคล โรงเรียนและชุมชน
          7. กระตือรือร้นในการฝึกผู้เรียนเข้าสู่ประสบการณ์แห่งการเรียนรู้เรื่องที่ผู้เรียนเห็นว่ามีความสำคัญต่อชีวิตของตน
          8. ช่วยให้ผู้เรียนสามารถสร้างความเชื่อมโยง เข้าใจความสัมพันธ์ทั้งภายในและระหว่างสาระการเรียนรู้

         
         และการเป็นครูมืออาชีพนั้นต้องมีลักษณะพื้นฐานในตน 3 ประการ ต่อไปนี้ คือ
        1. ครูต้องมี ฉันทะ ต่ออาชีพครู เป็นพื้นฐาน

        2. ครูต้องมีความเมตตา ต่อเด็กและบุคคลรอบข้างเป็นพื้นฐาน และ
        3. ครูต้องมีความเป็น กัลยาณมิตร พร้อมเสมอที่จะช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ

            ครูมืออาชีพต้องมีคุณภาพการสอน สิ่งที่ครูมืออาชีพควรตระหนักเป็นอย่างยิ่งก็คือ "คุณภาพการสอน"คับ

วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กิจกรรมทดสอบกลางภาคเรียน


1.บทความเรื่อง ความเป็นครูของพระบาท

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

วารสารทักษิณ

1.ข้อสรุปที่ได้จากบทความ
           ความเป็นรูของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่าน
ทรงเป็นรูแห่งแผ่นดินหรือ รูของแผ่นดิน ท่านทรงสอนเรื่อง
แผ่นดิน สอนให้รู้จักและเข้าใจดินน้ำลมไฟ สอนให้รู้จักชีวิต สอนให้
รู้จักการใช้พฤติกรรมในการทำประโยชน์ให้กับผ้อื่น และความเป็นครู
ของพระองค์ท่านคือท่านทรงทำให้ดูและรับสั่งอย่ลอดเวลา เป็นครู
ที่พยายามจะจงใจนักเรียนให้มาสนใจ พระองค์ท่านทรงใช้ปัญญา
และเหตผลเป็นเครื่องนำทางในการใช้ชีวิต และท่านจะใช้ความดี 
ความถกต้องเป็นฐานในการปกครองแผ่นดินของพระองค์ท่าน
เป็นความเรียบง่ายที่เข้าถึงแก่นของชีวิตและจิตใจที่แท้จริง

2.ถ้าท่านเป็นรูผู้สอนท่านจะนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์กับการเรียนการสอนได้อย่างไร

               ข้าพเจ้าจะนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนโดยการนำความรู้ที่เกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง  หลักการใช้เหตุผลใช้ปัญญาเป็นเครื่องนำทางในการใช้ชีวิ  การแก้ปัญหา  และการรู้จักช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราควรปลูกฝังให้แก่นักเรียน 

3.ในฐานะที่นักศึกษาจะเป็นครูในอนาคตจะออกแบบการเรียนการสอนที่ที่จะนำแนวคิดนี้ไปใช้ได้อย่างไร
                    ออกแบบการเรียนการสอนโดยนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้  คือ  ต้องให้นักเรียนเข้าใจว่าหลักเศรษฐกิจพอเพียง ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระทำ




2.บทความเรื่อง วิถีแห่งสตีฟ จ๊อบ (วารสาร

ศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวรอ่านหน้าที่

125-128)

1.ข้อสรุปที่ได้จากบทความ
          
       สตีฟ จ๊อบส์ คือ เป็นคนมีความพากเพียรพยายาม  ขยัน  และตั้งใจที่จะทำสิ่งที่คาดหวังให้บรรลเป้าหมาย   เค้าอาจเป็นคนที่มีการศึกษาไม่สูงนักแต่ฉลาดและน่าสนใจเขาได้คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สร้างขึ้นจากมันสมองอัญชาญฉลาดของเขาสิ่งที่สร้างนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากปาฏิหาริย์ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากมันสมองและสองมือของมนุษย์ที่ผ่านกระบวนการฝึก ศึกษา พัฒนา และใช้ปัญญากว่าเขาจะมาถึงวันนี้เข้าต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆๆมากมายแต่ก็สามารถพ้นผ่านมาได้จนได้ จนกลายเป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆอย่างคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน


2.ถ้าท่านเป็นครูผู้สอนท่านจะนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์กับการเรียนการสอนได้อย่างไร
ข้าพเจ้าจะนำความรู้ที่มีทั้งหมดนำไปถ่ายทอดให้แก่ลูกศิษย์โดยที่จะไม่หวงวิชา โดยใช้การสอนที่ทำให้นักเรียนทุกคนแสดงความสามารถของแต่ละคนออกมาให้ได้และทำให้เขารู้ว่าเขามีความถนัดด้านใด
ก่อนที่จะสอนจะสอบถามถึงความชอบและถนัดในวิชาที่เรียนและนักเรียนเสนอแนวคิดและสิ่งที่จะเรียนที่แตกต่างกันออกไปแล้วนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน และจะรักศิษย์ทุกๆคนเท่ากันไม่ว่าเขาจะเรียนเก่งหรือไม่เก่งก็ตามและจะคอยให้คำปรึกษาเวลานักเรียนมีปัญหาต่างๆ


3. ในฐานะที่นักศึกษาจะเป็นครูในอนาคตจะออกแบบการเรียนการสอนที่ที่จะนำแนวคิดนี้ไปใช้ได้อย่างไร

สอนเรื่องความสามัคคี
   1.ค้นคว้าหาข้อมูลเรื่องความสามัคคี
2.เรียบเรียงข้อมูลความสามัคคีที่จะนำมาสอน
3.เขียนจุดประสงค์การสอน
4.นำข้อมูลมาทำสื่อเรียนการสอน เช่น PowerPoint ใบความรู้แจกนักเรียน เป็นต้น
5.ทำ Mind Map เรื่องความสามัคคี
การสอน
1.นำเสนอสื่อการสอน PowerPoint เรื่องความสามัคคี
2.แจกใบความรู้นักเรียนเรื่องความสามัคคี
3.ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มกันแล้วให้สรุปสิ่งที่ได้รับแล้วให้ทำ Mind Map เรื่องความสามัคคี
4.นักเรียนนำเสนอ Mind Map เรื่องความสามัคคี หน้าชั้นเรียน
5.เมื่อนำเสนอเสร็จก็ให้บันทึกสิ่งที่ได้รับใบความรู้เรื่องความสามัคคี ที่แจกให้
6. ให้คะแนนความสามัคคีภายในกลุ่มจากการสังเกตของครูในแต่ละกลุ่ม


กิจกรรมที่ 7ให้นักศึกษาศึกษาดูโทรทัศน์ครู ให้เลือกเรื่องที่นักศึกษาสนใจมาคนละ 1 เรื่อง และ เขียนลงในบล็อกกิจกรรมของนักเรียน


1. สอนเรื่องอะไร  ผู้สอนชื่อ  ระดับชั้นที่สอน
เรื่อง...       การดูแลใส่ใจห่วงใยสิ่งแวดล้อม
ชื่ออาจารย์...         อาจารย์สชญา หล้าอินเชื้อ 
ระดับชั้น...  มัธยมศึกษาปีที่ 6

2. เนื้อหาที่ใช้สอนมีอะไรบ้าง
           เป็นการจัดการเรียนการสอนที่เรียนรู้จากสถานการณ์จริง กับชุมชนที่เกิดปัญหาจริง ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ธรรมชาติของชุมชน เป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับชุมชน ทำให้นักเรียนกล้าและสามารถดำเนินการได้เองเหมาะสมกับวุฒิภาวะของนักเรียน ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งการจัดกิจกรรมนี้ทำให้นักเรียนรู้จักคิดวางแผนการทำงานและประสานงานกับผู้อื่นได้ และครูสอนความเป็นประชาธิปไตยให้นักเรียนด้วยโดยการใช้เสียงส่วนใหญ่เลือกทำโครงการ เป็นการสอนที่ดีมากคับ
3. จัดกิจกรรมการสอนด้าน
 (สติปัญญา=IQ
         -ปลูกฝังและปลูกจิตสำนึกให้นักเรียนรู้จักคิดรู้จักวิเคราะห์และการดแลรักษาสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวและเป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับชุมชน 
         - ทำให้นักเรียนรู้จักคิดวางแผนการทำงานและประสานงานกับผู้อื่นได้  
 
อารมณ์=EQ, 
         - ทำให้นักเรียนมีความสนกสนานเพลิดเพลิน 
        - ยิ้มแย้มแจ่มใส มีความสนใจและมีความสขที่จะเรียนและทำกิจกรรม
            
คุณธรรมจริยธรรม=MQ)
         - นักเรียนเกิดความสามัคีช่วยเหลือในการทำงาน มีคณธรรมจริธรรม
        - ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ธรรมชาติของชุมชน เป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับชุมชน ทำให้นักเรียนกล้าและสามารถดำเนินการได้เองเหมาะสมกับวุฒิภาวะของนักเรียน

4. บรรยากาศการจัดห้องเรียน เป็นอย่างไร
โทรทัศน์ครู

 บรรยากาศการจัดห้องเรียนมีความเหมาะสมโดยมีโต๊ะของคุณครูตั้งอยู่หน้าห้องเรียนซึ่งสามารถมองเห็นเด็กๆ ได้อย่างทั่วถึงและจัดให้เด็กนั่งเป็นกลุ่มๆ เพื่อสะดวกต่อการทำงานเป็นกลุ่ม บริเวณห้องมีพื้นที่ว่างพอสมควรไม่คัดแคบจนเกินไป  อากาศถ่ายเทได้สะดวก มีสื่อการเรียนรู้ติดอยู่รอบๆ ห้องเรียนทำให้เด็กเกิดความสนใจและมีความสขกับการเรียน

กิจกรรมที่ 6ให้นักศึกษาเรื่องที่ตนเองสนใจ 1 เรื่อง แล้วถ่ายรูปเล่าเป็นเรื่องราว เป็นรูปภาพ เพื่อเป็นการนำเสนอในบล็อกต่อไปในคราวหน้า


  



                 

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กิจกรรม 5 ครูที่ชื่นชอบ


   Uraiwan

  •         ชื่อ: นางอุไรวรรณ ศิวะกุล (สกุลเดิม ทัฬหพงศ์พันธุ์)
  •       
  •         ที่อยู่ปัจจุบัน: เลขที่ 35 อาคารวรรณสรณ์ ถนนพญาไท แขวงถนนพญาไท กทม. 10400
  •         
  •         โทรศัพท์ที่ทำงาน: (02) 306-0850-59
  •          
  •          สถานภาพสมรส: แต่งงาน คู่สมรสชื่อ นายอนุสรณ์ ศิวะกุล [(อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย
  • ปัจจุบันผู้บริหารบริษัทวรรณสรณ์ และโรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ (เคมี อ.อุ๊)]
  •        
  •           มีบุตร-ธิดารวม 2 คน:
    บุตรชาย: นายอกนิษฐ์พล ศิวะกุล
  •                     บุตรสาว: นางสาวอธิปพร ศิวะกุล 


1.ประวัติการศึกษาย่อ ๆ

       ระดับมัธยมศึกษา วุฒิ มศ. 3 เมื่อ พ.ศ. 2515 จากโรงเรียนสตรีระนอง
      
       ระดับอนุปริญญา วุฒิ ป.กศ.สูง (เอกวิทยาศาสตร์) เมื่อ พ.ศ. 2519 จากวิทยาลัยครูภูเก็
      
       ระดับปริญญาตรี วุฒิ กศ.บ. (เกียรตินิยมอันดับ 1) เมื่อ พ.ศ. 2523 จาก มศว. สงขลา
      
       ระดับปริญญาโท วุฒิ กศ.ม. (เคมี) เมื่อ พ.ศ. 2525 จาก มศว. ประสานมิตร

2.ประวัติการทำงาน ย่อๆ
การรับราชการ

      พ.ศ. 2519–2521 รับราชการที่โรงเรียนทับหลีสุริยวงศ์ จ.ระนอง จากนั้นลาออกจากราชการเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาตรีและปริญญาโท
        
          พ.ศ. 2526–2532 รับราชการที่โรงเรียนสตรีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ จ.กรุงเทพฯ
          
        พ.ศ. 2532–2537 รับราชการที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย จ.กรุงเทพฯ หลังจากนั้นลาออกจากราชการเพื่อประกอบธุรกิจส่วนตัว
การสอนกวดวิชา
         
        พ.ศ. 2525 เริ่มสอนกวดวิชาในขณะที่ศึกษาอยู่ในระดับปริญญาโท เพื่อเป็นงาน พิเศษในขณะที่กำลังศึกษาอยู่
         
        พ.ศ. 2529–253เริ่มเปิดเป็นโรงเรียนกวดวิชาของตนเองครั้งแรก ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว
          
        พ.ศ. 2532–ปัจจุบัน เปิดเป็นโรงเรียนสอนกวดวิชา โรงเรียนวรรณสรณ์ ซึ่งมีสาขาทั้งสิ้น 20 สาขา ได้แก่
3.ผลงานของครูที่นักเรียนชอบ

ผลงาน


ด้านการสอน
           เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในการสอนวิชาเคมี จนสามารถทำให้โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์มีชื่อเสียงโด่งดัง ในนามที่ทุกคนกล่าวขานเรียกกันติดปากว่า "เคมี อ.อุ๊"
ด้านการเขียน
           ปริญญานิพนธ์เรื่อง "การศึกษาปริมาณของปรอทในไข่ไก่ และการถ่ายทอดปรอทไปยังลูกไก่"
    - เป็นผลงานที่ได้รับเลือกให้ได้รับทุนการวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์ มศว.ประสานมิตร
    - ได้รับคัดเลือกให้แสดงผลงานการวิจัยในการจัดนิทรรศการวิชาการ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
            งานเขียนตำรา ประกอบการเรียนการสอนวิชาเคมี ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
    รางวัล และ คำชื่นชมจากสื่อต่างๆ
โล่และเกียรติบัตร
            กระทรวงศึกษาธิการ  มอบโล่เกียรติคุณให้ไว้เพื่อแสดงว่า  สมาคมผู้บริหารและครูโรงเรียนกวดวิชา  สนับสนุนนิทรรศการมหกรรมวันการศึกษาเอกชน  พ.ศ. 2553  ที่จัดโดยสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ร่วมกับ สมาคมสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย  ให้ไว้ ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์  2553         นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ มอบเกียรติบัตรให้แด่ อาจารย์อุไรวรรณ ศิวะกุล เพื่อแสดงว่า เป็นผู้ส่งเสริมและสนับสนุนโครงการ “รินน้ำใจ ให้น้องชาวใต้ เสริมความรู้ สู่มหาวิทยาลัย” ร่วมปฏิบัติภารกิจโดยไปทำการสอนวิชาเคมีที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของนักเรียนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ไว้ ณ วันที่ 15 มกราคม 2549
            กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มอบประกาศเกียรติคุณแด่ อาจารย์อนุสรณ์ และอาจารย์อุไรวรรณ ศิวะกุล (เคมี อ.อุ๊) ผู้ให้การสนับสนุนการดำเนินงานสถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา (บ้านราชาวดี) ให้ไว้ ณ วันที่ 7 กันยายน 2548
 4.นักเรียนประยุกต์สิ่งที่ดีของครูมาใช้ในการพัฒนาตนเอง

         เราสามารถนำแนวการสอน การเป็นแบบอย่างที่ดีของอาจารย์อุไรวรรณ ศิวะกุล  ประยุกต์ใช้เพื่อเป็นแนวทางในการสอนในอนาคตได้ เพราะอาจารย์อุไรวรรณ ศิวะกุล เป็นอาจารย์ที่นักเรียนรักและเารพ รวมทั้งมีกลยทธ์ในการสอนทำให้นักเรียนมีความสขกับการเรียนและอาจารย์อุไรวรรณได้บอกกุญแจแห่งความสำเร็จนี้ว่า มี 3 ประการหลักคือ
        
        1. ผู้ที่จะเปิดโรงเรียนกวดวิชา ต้องมีความมุ่งมั่น คุณภาพการสอนเป็นอันดับ 1 เพราะผู้เรียนจะเป็นผู้ เลือก
        
        2. ต้องคิดถึงผู้เรียนเป็นหลัก บริการที่ให้ต้องพร้อมและคำเสนอแนะของนักเรียน ผู้ปกครองนำพัฒนาและปรับปรุง
        
        3. ต้องมีทีมงานที่ดี และต้องผูกพันกับทีมงานให้ได้มรู้ทั้งด้านวิชาการ และมีคุณธรรม จริยธรรม มีความเป็นครูดีเด่น


วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กิจกรรมที่ 4 การทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ


1. แนวคิดหลักการทำงานเป็นทีม เป็นอย่างไร
·                 1.ทำความเข้าใจอย่างชัดเจนในเหตุผลสำหรับการตัดสินใจ
2. วิเคราะห์ลักษณะของปัญหาที่จะตัดสินใจ
3. ตรวจสอบทางเลือกต่างๆ ในการแก้ปัญหาโดยพิจารณาถึงผลที่อาจเกิดตามมาด้วย
4. การนำเอาผลการตัดสินใจไปปฏิบัติ
6. ภาวะผู้นำที่เหมาะสม ผู้นำ หรือ หัวหน้าทีมควรทำหน้าที่เป็นผู้ชี้แนะประเด็นที่สำคัญในการทำงานตามบทบาทของผู้นำ 
7. การตรวจสอบทบทวนผลงานและวิธีในการทำงาน ทีมงานที่ดีไม่เพียงแต่ดูจากลักษณะของทีม และบทบาทที่มีอยู่ในองค์กรเท่านั้น 
8. การพัฒนาตนเอง การทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพพยายามที่จะรวบรวมทักษะต่างๆของแต่ละคน การพัฒนาบุคลากรในองค์การมักจะมองในเรื่องทักษะและความรู้ที่แต่ละคนมีอยู่แล้ว ก็ทำการฝึกอบรมเพื่อปรับปรุงพัฒนาคนให้มีความสามารถสูงขึ้น อันจะมีผลดีในการทำงานให้ดีขึ้น

  2. นักศึกษาจะมีวิธีการทำงานเป็นทีมให้มีประสิทธิภาพทำอย่างไร  ยกตัวอย่างประกอบ
·       การทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ
1. วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและเป้าหมายที่เห็นพ้องต้องกัน เพื่อใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงานที่ต้องการทำให้องค์การบรรลุผลสำเร็จที่คาดหวังไว้ในการดำเนินงานให้เป็นไปตามภารกิจขององค์การ
        2. ความเปิดเผยต่อกันและการเผชิญหน้าเพื่อแก้ปัญหา เป็นสิ่งสำคัญต่อการทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ สมาชิกในทีมจะต้องการแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา แก้ปัญหาอย่างเต็มใจและจริงใจ การแสดงความเปิดเผยของสมาชิกในทีมจะต้องปลอดภัย พูดคุยถึงปัญหาอย่างสบายใจ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันและทำงานร่วมกันเป็นอย่างดี โดยมีการเรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลอื่นในด้านความต้องการ ความคาดหวังความชอบหรือไม่ชอบ ความรู้ความสามารถ ความสนใจ ความถนัด จุดเด่นจุดด้อยและอารมณ์ รวมทั้งความรู้สึก ความสนใจนิสัยใจคอ
3. การสนับสนุนและความไว้วางใจต่อกัน สมาชิกในทีมจะต้องไว้วางใจซึ่งกันและกันโดยทีละคนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องกลัวว่าได้รับผลร้ายที่จะมีต่อเนื่องมาภายหลัง สามารถทำให้เกิดการเปิดเผยต่อกัน และกล้าที่จะเผชิญหน้าเพื่อแก้ปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดี
4. ความร่วมมือและการให้ความขัดแย้งในทางสร้างสรรค์ ผู้นำกลุ่มหรือทีมจะต้องทำงานอย่างหนักในอันที่จะทำให้เกิดความร่วมมือดังนี้
         5. กระบวนการการทำงาน และการตัดสินใจที่ถูกต้องและเหมาะสม งานที่มีประสิทธิภาพนั้นทุกคนควรจะคิดถึงงานหรือคิดถึงผลงานเป็นอันดับแรก ต่อมาควรวางแผนว่าทำอย่างไร งานจึงจะออกมาดีได้ดังที่เราต้องการ อย่างไรก็ตามก่อนที่จะตัดสินใจนั้นจุดมุ่งหมายควรจะมีความชัดเจนและสมาชิกทุกคน ควรมีความเข้าใจในจุดมุ่งหมายของการทำงานเป็นอย่างดี
ตัวอย่าง ในการทำงานกลุ่มแต่ละครั้ง เมื่อเราได้รับมอบหมายงานมา สมาชิกในกลุ่มก็มาประชุมกัน เพื่อวิเคราะห์งานว่างานชิ้นนี้เราจะต้องมีเป้าหมายในการทำงานอย่างไร เมื่อกำหนดเป้าหมายเสร็จก็จะต้องมีการวางแผนในการทำงานเพื่อกำหนดกิจกรรมที่จะทำแล้วก็จะแบ่งงานให้กับสมาชิกแต่ละคน เมื่อทุกคนในกลุ่มเห็นด้วยกับการประชุมครั้งนี้ก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติงาน ซึ่งในการทำงานสมาชิกทุกคนจะต้องมาร่วมกันประเมินผลและนิเทศงานของแต่ละคนซึ่งกันและกัน เมื่อเจอปัญหาก็จะต้องช่วยกันแก้ปัญหา และสุดท้ายเมื่องานเป็นไปตามแผนทุกคนในกลุ่มก็มาร่วมกันประเมินและรวบรวมงานออกมาเป็นที่สิ้นสุด